บทที่ 4 ภาพติดตา
กว่าจะคุยกับคนเมารู้เรื่องว่าพักชั้นไหน ห้องหมายเลขอะไร ปัณณวิชญ์แทบหมดสิ้นความอดทน ใช่ว่าตัวเขาเองจะอยู่ในสภาพที่สมประกอบ เพราะทั้งเหนื่อยทั้งเพลียจากการทำงานมาตลอดวัน ต้องขับรถวิ่งรอบไปงานเลี้ยงถึงสองงาน แถมยังดื่มมาจนถูกจับเสียค่าปรับไปเป็นหมื่น และยิ่งเวลานี้เวลาล่วงข้ามไปตีสองกว่าแล้ว สมองที่เคยสดใสชักเริ่มเบลอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
ห้องชุดคอนโดมิเนียม พื้นที่ไม่มาก เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มองปราดเดียวก็สามารถคะเนได้ว่า ห้องนี้คงมีขนาดไม่เกินห้าสิบตารางเมตร ภายในแบ่งเป็นห้องนอนขนาดเล็กกั้นแยกเอาไว้ เคาน์เตอร์ห้องครัวขนาดย่อมพื้นที่น้อยมาก ขณะที่ผนังห้องนั่งเล่นใช้ระยะขาก้าวเพียงไม่เกินห้าก้าวก็สุดทางเดินแล้ว แม้ทุกห้องแยกสัดส่วนชัดเจน แต่ยังแคบเกินไปสำหรับเขา
“เอาล่ะยัยเมรี ไปนอนที่เตียงของเธอได้แล้ว”
“หนูบอกว่าหนูไม่ได้ชื่อเมรี”
“เอาไว้ถ้าเธอกลับมาเป็นคนปกติเมื่อไหร่ ไม่ใช่ยัยเมรีขี้เมา ฉันจะกลับไปเรียกชื่อเธออย่างเดิม” ปัณณวิชญ์แบกเอาเจ้าของห้องที่ยังคงนอนห้อยหัวอยู่บนบ่าของเขา เข้ามาส่งจนถึงเตียงนอน
แม้ในใจอยากจับยัยเลขาฯ ตัวป่วนทุ่มลงไปกลางเตียง แล้วจับเอาหมอนข้างมาฟาดซะให้เข็ด โทษฐานทำให้เขาปวดหัวและเสียเวลามากในคืนนี้ แต่มโนสำนึกซีกซ้ายของความเป็นสุภาพบุรุษคนดี สั่งการให้เขาบรรจงวางเจ้าของร่างสั้นเตี้ยแคระลงไป
“เอาละยัยตัวป่วน ฉันจะกลับแล้วนะ นอนดี ๆ” มือจับชายกระโปรงสั้นที่มันถลกเปิดขึ้นไปจนถึงเอว ดึงลงมาปกปิดกางเกงในลายดอกไม้ รีบตัดสินใจเดินห่างออกมาจากคนเมาที่นอนถ่างแข้งถ่างขา มองหาความเรียบร้อยน่ารักแบบกุลสตรีไม่ได้เลย
สามสิบสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน จึงไม่รู้จริง ๆ ว่าปกติแล้วพวกผู้หญิงเขานอนกันสภาพนี้จริงหรือ หากเป็นอย่างนั้น เขาคิดว่าปล่อยให้ตัวเองอยู่เป็นโสดไปอย่างนี้แหละดีแล้ว
เดินออกมาจนเกือบถึงประตูหน้าห้อง ความเคยชินควานจับหากุญแจรถแต่กลับไม่พบ เพราะจำได้ว่าตัวเองเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท ซึ่งถอดเอาไปคลุมก้นกันโป๊ให้คนเมา
“นี่เอาเสื้อฉันคืนมา” ปัณณวิชญ์เดินวกกลับมาพยายามดึงเสื้อตัวเองคืน หากแต่คนนอนดิ้นกลับนอนทับมันไว้จนมิด
“อื้อ จะนอน”
พลั่ก!
บาทาไร้เงาเตะซัดเข้าให้จนก้านคอแทบหัก ไม่เพียงเท่านั้นหลังเท้าขาวยังอุตส่าห์เกี่ยวดึงคอเขาให้ล้มหน้าทิ่มลงไปไม่เป็นท่า
“นี่ ยัยบ้า เอากุญแจรถฉันคืนมา”
“หนวกหูจริง”
แขนเกี่ยวดึงเจ้านายหนุ่มเข้าไปสวมกอด ล็อคคอกดลงไปให้นอนลงข้างกัน ขาพาดตวัดข้ามเกี่ยวรัดรอบเอว จากนั้นแทรกตัวเองลงไปนอนซุกอยู่ใต้ซอกรักแร้อุ่น
“อือ ทำไมคุณไออุ่นตัวอุ่นจังเลย หอมด้วย” หน้าแหงนเงยจมูกขึ้นไปสูดกลิ่นจั๊กแร้ ซึ่งปัณณวิชญ์บรรจงฉีดน้ำหอมไว้ตั้งแต่เช้า
“ใครจะตัวเหม็นเหมือนไหเหล้าเดินได้อย่างเธอล่ะ”
“หนูไม่คุยกับคุณไออุ่นแล้ว หนูจะนอน”
“เธอจะนอนก็นอนไป แต่ช่วยปล่อยฉันก่อนได้หรือเปล่า แล้วเอากุญแจฉันมาด้วย ฉันอยากกลับบ้านไปนอนแล้ว” ปัณณวิชญ์ก้มลงไปคุยกับเจ้าของห้องพักซึ่งดูเหมือนว่าเวลานี้สุชาดาจะตัดขาดจากโลกภายนอก ดำดิ่งลงไปสู่การหลับใหลอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เมื่อครู่ยังคุยกันอยู่ดี ๆ
“นี่...เธอ...เฮ้อ นี่มันเป็นปีชงของฉันหรือไงกันนะ ทำไมถึงเจอแต่เรื่องบ้าบอ” ปัณณวิชญ์ถอนหายใจออกมาแล้วทิ้งน้ำหนักศีรษะปล่อยให้มันเป็นอิสระด้วยการนอนแผ่ แหงนคอขึ้นไปมองเพดานสีขาวด้านบน
“ยัยเมรี ฉันง่วงแล้วนะ” พึมพำออกมาขณะที่เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการสู้รบปรบมือกับคนเมามาครึ่งคืน ปัณณวิชญ์ทิ้งศีรษะของตัวเองนอนลงไปบนหมอนนุ่ม ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที อยู่ ๆ สัมผัสนุ่มหยุ่นจากร่างบาง ซึ่งนอนซุกอยู่ในซอกรักแร้ค่อย ๆ แล่นเข้ามาสัมผัสผิวกายของผู้ชายวัยหนุ่ม
“เธอนี่เป็นผู้หญิงประหลาดที่สุด เท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย” มือควานออกไปพยายามคลำหากุญแจรถของตัวเอง หากทว่ามือสะเปะสะปะ กลับคลำไปถูกส่วนเว้า ส่วนโค้ง ผิวเนื้ออ่อนนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อือ อย่าแกล้ง” ก้นกลมขยับสะบัดเสียดสีกับฝ่ามือ ในขณะหน้าอกบดลงมาเบียดแผงอกของเขาแน่น
“เธอต่างหากอย่าแกล้งฉัน สายป่าน ขยับออกไป”
“หนูจะนอน”
คนหนุ่มนอนตัวแข็งไม่กล้าขยับ เพราะกลัวว่าอาจไปแตะต้องของสงวนส่วนหวงห้ามอะไรเข้าอีก สมองช้าเพราะถูกฤทธิ์ไวน์หลายแก้วทำให้เสื่อมสภาพชั่วขณะ สายตาเริ่มพร่า สมองเริ่มเบลอ เหนื่อยล้าเกินกว่าจะพยุงเปลือกตาต่อไปได้อีก ปัณณวิชญ์จึงยอมแพ้ให้กับความเหนื่อยล้าและง่วงงุน ปลดปล่อยตัวเองให้ไถลลงไปในห้วงแห่งการหลับใหล ภายในอ้อมกอดของเลขาฯ สาว
ช่วงเช้าอากาศอุ่นสบายกับความรู้สึกสดชื่นจากการนอนหลับพักผ่อนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ทำให้ปัณณวิชญ์กลับมาสดชื่นอีกครั้ง สัมผัสความนุ่มนิ่มจากร่างบางยังคงนอนซุกอยู่กลางซอกแขน ทำเอาคนตื่นก่อนรีบผละพาตัวเองออกมาทันที
“บ้าเอ้ย เผลอหลับไปได้ยังไงกัน” มือยกขึ้นมาบีบขมับจากนั้นหันไปส่ายหัว ถอนหายใจให้กับสภาพอันน่าเวทนาของแม่สาวขี้เมาคนเมื่อคืน
“สายแล้ว เพราะเธอคนเดียวยัยเมรีขี้เมา” สบถบ่นพร้อมพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาตรวจดูเวลา เห็นว่าเจ็ดโมงกว่าแล้ว แต่เลขาฯ ของน้องสาวยังนอนน้ำลายยืดไม่มีทีท่าว่าจะตื่นง่าย ๆ
“ยัยตัวแสบเอ้ย ถ้าเธอไปทำงานไม่ทัน ฉันจะปรับให้เธอไม่ผ่านทดลองงาน”
ปัณณวิชญ์ใช้สติที่กลับมาครบถ้วน ค้นหากุญแจรถส่วนตัวแล้วรีบชิ่งออกจากห้องนั้นไป โดยไม่ได้ปลุกให้เจ้าของห้องรู้สึกตัวเพราะไม่อยากเสียเวลาพูดคุยอะไรต่อ เท่านี้เขาก็ปวดหัวมามากแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณไออุ่น” ชัชชาติ เลขานุการส่วนตัวท่านประธานกรรมการบริษัท ขยับลุกขึ้นยืนต้อนรับการมาทำงานในช่วงสายของวันใหม่ เมื่อปัณณวิชญ์เดินทางมาถึงออฟฟิศในเวลาเก้าโมงของวันเดียวกัน
“อืม ฉันขอกาแฟสักแก้ว ชงเข้ม ๆ หน่อยนะ วันนี้รู้สึกเพลียนิดหน่อย” หันไปบอกเลขาฯ ก่อนจะเดินตรงต่อไปยังห้องทำงาน
ประธานกรรมการบริษัทยักษ์ใหญ่ เดินผ่านประตูเข้าไปนั่งลงยังเก้าอี้ประจำโดยอัตโนมัติ ตามองดูเวลาเผลอคิดกลับไปถึงเลขาฯ สาว ซึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยกันเมื่อเช้า
“ยัยเมรีจะตื่นมาทำงานทันหรือเปล่าเนี่ย รู้อย่างนี้น่าจะปลุกสักหน่อย”
“ใครเหรอครับคุณไออุ่น” เลขาฯ ส่วนตัวเดินเข้ามาทันได้ยินคำรำพึงรำพันของเจ้านาย พร้อมกับวางกาแฟดำลงไปให้บนโต๊ะ
“นายช่วยเช็กให้หน่อยว่าเลขาฯ ของเอิงเอยมาทำงานหรือยัง”
“คุณไออุ่นหมายถึงน้องสายป่านนะเหรอครับ”
“เลขาฯ ของเอิงเอยก็มีแค่คนเดียวไม่ใช่หรือไง” ไม่ได้บอกหรืออธิบายถึงรายละเอียด เพราเห็นว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น เขาต้องการรู้เพียงผลลัพธ์เท่านั้น
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมเช็กให้”
โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นมา จากนั้นเลขาฯ ทำงานคล่อง กดเข้าไปยังแอปพลิเคชันซึ่งเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลของบริษัทฯ ด้วยสิทธิ์หน้าที่ความรับผิดชอบตำแหน่งเลขาฯ ท่านประธาน ทำให้ชัชชาติมีอำนาจในการตรวจสอบการมาทำงานของพนักงานทุกคน จึงเห็นว่ารายชื่อของเลขานุการรองประธานกรรมการบริษัท สแกนนิ้วมาทำงานแล้วเมื่อช่วงเช้า ทันเวลาเข้างาน ไม่สายแม้แต่นาทีเดียว
“น้องสายป่านสแกนนิ้วเข้าทำงาน ตอนแปดโมง ยี่สิบเก้านาทีครับ”
“เฮอะ! นับว่ายังมีความรับผิดชอบ” มุมปากขยับกระตุกยิ้มขึ้นมา
อยู่ ๆ ภาพของคนเมาจนขาดสติเต้นยักย้ายส่ายสะโพก โยกหน้าโยกหลัง กับท่าเปิดกระโปรงกับเสียงเพลงเพี้ยน เห็นหมีหนูไหม รวมไปถึงภาพกางเกงในลายดอกไม้พุ่งกับเข้ากระแทกหน้าจนปัณณวิชญ์ที่กำลังยกกาแฟขึ้นจิบสำลักพ่นน้ำสีเข้มแตกพรวดออกมาจนเปรอะไปทั่วโต๊ะทำงาน
“คุณไออุ่นเป็นอะไรครับ กาแฟมันร้อนเกินไปหรือว่าผมชงไม่อร่อย”
“เอ่อ...เห็นหมี เอ่อ ไม่ใช่ ขอโทษที ฉันสบายดี”
